คนไม่มีเงา (ฌอง ปอล ซาร์ตร์)

คนไม่มีเงา


สำนักพิมพ์ ดวงกมล

พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2517


    ไม่มีใครเป็นผู้สร้างมนุษย์ แต่มนุษย์เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ มนุษย์จึงเป็นของตัวเอง รับผิดชอบต่อชีวิตของตนอย่างเต็มที่ เพราะโดยแท้จริงแล้ว มนุษย์มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ที่จะเลือกตัดสินใจกระทำสิ่งต่าง ๆ เสรีภาพมีอยู่อย่างท่วมท้นไม่มีขอบเขตจำกัด เสรีภาพทำให้มนุษย์แยกออกมาเป็นตัวของตัวเอง เสรีภาพอาจมีได้ทั้งลักษณะสร้างสรรค์ หรือทำลาย เสรีภาพอาจเชิดชูมนุษย์ให้สูงส่งขึ้น หรือเยื้อยุดให้ต่ำลงได้ นั่นก็แล้วแต่มนุษย์จะเลือก เสรีภาพคือแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องมีเสรีภาพ นี่เป็นความคิดของพวกเอ๊กซิสเทนเชียลลิสต์


    บทความชื่อ "วัตถุนิยมกับการปฏิวัติ" และ "คอมมิวนิสต์กับเสรีภาพ" ของซาร์ตร์ปรากฎในวารสาร ลา ตองโมแดร์น(แปลเป็นไทยได้ว่า "สมัยใหม่") ในตอนต้นศตวรรษ 1950 ต่อมาอีกราว 10 ปี หนังสือเล่มหนาชื่อ "คริติค ออน ไดอะเลคติค รีซั่น" ก็ตามออกมา จากนั้นก็มีคำวิจารณ์ในทำนองว่าเอ๊กซินเทนเชียงลิสม์ได้แต่งงานกับมาร์กซิสเสียแล้ว


สารบาญ

คำนำ โดย ชลิต แนวพนิช

เกียรติโสเภณี / ภราไดย สุวรรณรัฐ                        หน้า 19

    จากเรื่อง The Respectful Prostitute / La putain respectueuse (1946)

คนไม่มีเงา / ชลิต แนวพนิช                                    หน้า 81

    จากเรื่อง The Victors (Men Without Shadows) / Morts sans sépulture (1946)

กระจกเงา / กุมารี โกมารกุล ณ นคร                                 หน้า 116

    จากเรื่อง No Exit / Huis clos (1944)

เอียน / สุริยา เบญจโสภิษฐ์                                               หน้า 214

    จากเรื่อง Nausea / La nausée (1938)

ซาร์ตร์ - นักเขียน / รัศมี เผ่าเหลืองทอง                            หน้า 234

คนนอกของกามูส์ / กรรณิกา จรรย์แสง                            หน้า 256

ดอสพาสซอส-นวนิยายคือกระจกเงา / เทพิน ชาติผดุง     หน้า 275

    จาก John Dos Passos

วัฒนธรรมใหม่และการปฏิวัติ / ชลิต แนวพนิช                 หน้า 291

วัยเด็กสู่วัยดึก / ชลิต แนวพนิช                                         หน้า 335



เกียรติโสเภณี / ภราไดย สุวรรณรัฐ


เฟรดและพรรคพวกเป็นตัวแทนของชนชั้นสูงในสังคมอเมริกัน มีความเย่อหยิ่งทรนงในสีผิวของตนอย่างเต็มที่ นึกถึงผลประโยชน์และความอยู่รอดของตนและพงศ์เผ่าเหล่ากอมากกว่าความยุติธรรมและมนุษยธรรม คำว่าผลประโยชน์อยู่เหนือความถูกต้องเสมอในสังคมอเมริกัน และในความเจ้าเล่ห์ ปลิ้นปล้อนอย่างถึงที่สุดของความเป็นอเมริกัน

    ซาร์ตบอกแก่เราว่า นักการเมืองและคนชั้นสูงในสังคมอเมริกันนั้นมีเกียรติและมีความน่านับถือน้อยกว่าโสเภณีอย่างลิซซี่เสียอีก


"ไม่มีทางออก" หรือ กระจกเงา / กุมารี โกมารกุล ณ นคร  
    Huis Clos ในภาษาฝรั่งเศส หรือ No Exit ในภาษาอังกฤษ กลายมาเป็น "กระจกเงา" ทั้ง ๆที่ตอนต้นของบทละครเรื่องนี้ซาร์ตกล่าวเน้นไว้ว่าไม่มีกระจก หรือส่ิงใดที่สามารถใช้แทนกระจกได้ และเรื่องทั้งเรื่องก็ไม่มีความเกี่ยวจข้องกับกระจกเลยแม้แต่น้อย ทำไมชื่อเรื่องในภาษาไทยจึงกลายมาเป็น "กระจกเงา" ได้
    ซาร์ตเคยกล่าวไว้ว่า คนเรามักไม่รู้จักตัวของตัวเองอย่างแท้จริง เพราะการที่คนเราจะทำความรู้จักกับตัวเองด้วยตัวของตัวเองนั้นเป็นเรื่องยากลำบากเกินความจำเป็น และการที่เรามองลึกลงไปในตัวเองนั้น บางทีก็ทำให้พบกับภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวจนบางครั้งตัวเองก็แทบจะทนไม่ไหว ฉะนั้นคนเราจึงมักพอใจที่จะเชื่อว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ผู้อื่นเห็น
    เมื่อส่องกระจกเงามองตัวเอง ภาพที่เราพบเป็นภาพสองมิติแต่ตัวเรานั้นมีสามมิติ มิติที่สามไม่ปรากฎออกมาในกระจกเงา ถ้าเราก้มลมมองตัวเองก็จะพบว่ามีสามมิติ ครบถ้วนกว่าการมองในกระจกเงาเสียอีก แต่ถึงกระนั้นคนเราก็ยังพอใจที่จะส่องกระจกเงาอยู่นั่นเอง
    มนุษย์ในสังคมต่างก็ต้องการให้ผู้อื่นเห็นตัวเองแต่เพียงสองมิติ และเมื่อมิติที่สามปรากฎออกมา "นรก" จึงกลายเป็น "ผู้อื่น" ดังเช่นที่ซาร์ตกล่าวไว้ในบทละครเรื่องนี้ว่า "นรกคือผู้อื่น"
    ข้อคิดที่ซาร์ตได้ให้ไว้ในบทละครเรื่องนี้ เป็นภาพสะท้อนสังคมของผู้อ่านและผู้ชมละครเรื่องนี้ ถ้าผู้อ่านผู้ชมจะให้ละครเรื่องนี้เป็นกระจกเงาสะท้อนให้ตัวเองเห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างในสังคมละครเรื่องนี้ก็คงจะให้อะไรกับท่านได้บ้าง อย่างที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรๆ มากมายมาจากการถ่ายทอดบทละครเรื่องนี้ออกมาเป็นภาษาไทย
                            กุมารี(กันยายน 2517)


เอียน / สุริยา เบญจโสภิษฐ์


คนนอกของกามูส์ / กรรณิกา จรรย์แสง          

    เขาเขียนไว้ว่า "มนุษย์ทำให้ตัวเองสูญเสียความเป็นคน" และ "แม้ในขณะที่เรารู้สึกตัวเต็มที่ ลักษณะการออกท่าออกทางไร้ความหมาย เป็นสากล ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวดูโง่เขลา" 

    เขาเขียนถึงคนที่กำลังพูดโทรศัพท์ในตู้กระจก คนอื่น ๆที่อยู่ข้างนอกมองเห็นเขาออกท่าออกทางพร้อมด้วยความสงสัยว่าทำไมเขาจึงมีชีวิตอยู่ เนื่องจากวงจรไม่บรรจบกัน ถ้าเรามีโอกาสได้ฟังคำพูดของเขาด้วยแล้ว ระบบวงจรก็จะกลับเป็นปรกติ การแสดงท่าทางของเขาจึงกลับมีความหมายเหมือนเดิม (สำหรับคนอื่นที่มองอยู่ข้างนอก) นี่คือวิธีการที่กามูส์ใช้ใน "คนนอก" เขาใช้แผ่นกระจกกั้นกลางระหว่างผู้อ่านและตัวละคร (จะมีอะไรเลวไหลไร้สาระไปยิ่งกว่าท่าทางของคนในตู้กระจก) แม้ว่ากระจกโปร่งบางใส ความหมายต่างๆ ในท่าทางของคนก็ยังทะลุผ่านไม่ได้ เราอาจคิดว่าตู้กระจกนั้นคือความนึกคิดของ "คนนอก" เราสามารถมองเห็นอะไรได้ทั้งหมด กระจกนี้โปร่งใสเฉพาะกับวัตถุเท่านั้น แต่ขุ่นมัวสำหรับการตีความหมาย
    

Comments

Popular posts from this blog

MT-266 - MT-267 魔神ガロン (The Devil Garon, เทพอสูร การอน)

MT-089 - MT-090 アラバスター (Alabaster , อลาบาสเตอร์)