121 classic literature book lists
บ่นสนทนา 'วรรณกรรม' โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
หนังสือที่กล่าวถึง
1001 Books you must read before you die ที่มี Peter Boxall เป็นบรรณาธิการ
และเราจะได้
ข้อมูลผู้ประพันธ์ (ชื่อ-สกุล, ปีเกิด-ปีตาย, สัญชาติ)
ข้อมูลได้มาจากแหล่งอ้าวอิงที่น่าเชื่อถือทั้งสารานุกรมออนไลน์ Britanica, ตัวเล่มจริง, เว็บไซต์วรรณกรรมอย่าง The New York review of books, Bartleby.com
เว็บไซต์สำนักพิมพ์ต่างประเทศ เช่น Penguin, Puskin Press, Oxford, Dover, Picador
กระทั่งเว็บไซต์ขายหนังสือมือสอง และหนังสือหายาก
โจทย์ที่ว่า 'เสียดายคนไทยไม่ได้อ่านวรรณกรรมอมตะระดับโลก'
นั้นว่าไปแล้วก็มีทั้งที่จริงและไม่จริง กล่าวคือ ถ้ามองประวัติงานวรรณกรรมแปลในบ้านเราตั้งแต่รุ่นบุกเบิกจนถึงรุ่นปัจจุบัน เรามีวรรณกรรมแปลทั้งจากโลกตะวันตก และโลกตะวันออกอยู่ไม่น้อย
บางเล่มก็แปลมาจากงาน "ชั้นหนึ่ง" บางเล่มก็แปลมาจากงาน "ชั้นสอง" และก็มีอยู่นับไม่ถ้วนที่เป็นงานแปลชั้นรองๆ ลงไป ขึ้นอยู่กับ "รสนิยม" ของผู้แปลแต่ละคน
สีแดงกับสีดำ เป็นร้อยแก้วแนวใหม่ ในสมัยกลางศตวรรษที่ 19 ที่เกิดขึ้นก่อน หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recoder (ตีพิมพ์ระหว่าง ปี ค.ศ. 1844 - 1845 และ ค.ศ. 1865-1867) ของหมอบรัดเลย์(ก่อเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2387)
โดยส่วนตัว สุชาติ สวัสดิ์ศรี คิดว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณหนังสือแปล และนักแปลวรรณกรรมทั้งอมตะและไม่อมตะจำนวนไม่ถ้วน เริ่มจากงานในระยะแรกของนักแปล นักแปลง และนักเรียบเรียง เช่น
น.ม.ส. (นามปากกาของ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์) หนึ่งในคณะลักวิทยา ผู้ให้กำเนิดคำว่า 'นักเขียน' และ 'นักสืบ'
ประเสริฐอักษร (นามปากกาของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ ผู้แปลงกวีนิพนธ์เรื่อง รุไบยาต ของ โอมาร์ คัยยัม เป็นโคลงสุภาพภาษาเมื่อ พ.ศ. 2457 กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ผู้นี้เป็นต้นตระกูล 'วรวรรณ' และเป็นพระบิดาของ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (มจ. วรรณไวทยากร วรวรรณ) เจ้าจของที่มาแห่งคำว่า 'รางวัลนราธิป'
'ครูเทพ' นามปากกา ของเข้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
เสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป นามปากกาของ พระยาอนุมานราชธน และ พระสารประเสริฐ
มาคสิร บางครั้งเขียนว่า มาคสิริ ผู้แปลเรื่อง "ผู้ร้ายผู้ดี" ไม่แน่ใจว่าเป็นนามปากกาของใคร ข้อมูลบางแห่งบอกว่าเป็นนามปากกาของ สมุท ศิริไข บางแห่งบอกว่าเป็นนามปากกของ สมัคร เสาวรส
ศรีสุวรรณ นามปากกของ หลวงนัยวิจารณ์ - เปล่ง ดิษยบุตร
อาษา ขอจิตต์เมตต์ (ผู้แปล กีย์ เดอ โมปัสซังต์, เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, โอ เฮนรี, บอริส ปาสเตอร์แน็ค และวรรณกรรมระดับโลกอีกหลายเล่ม)
ผมได้อ่านงานแปล และเรียบเรียงเรื่อง "ความพยาบาท" ของ มารี คอเรลลี อ่านแล้วก็ให้รู้สึกว่างานแปลและเรียบเรียงนิยายเรื่องแรกของไทยนั้น มีเนื้อหาแบบ "ชิงรักหักสวาท" ในเชิงชั้นของนิยาย gothic romance "ชั้นสองเท่านั้น" และ มารี คอเรลลิ ผู้แต่ง vendetta นั้นแม้จะ "มหานิยม" (popular) อยู่ในสมัยรอยต่อของยุควิกตอเรีย และยุคเอ็ดเวิร์ด แต่ปัจจุบันเป็นนักเขียนอังกฤษที่ถูกลืมไปแล้วเมื่อเทียบกับนักเขียนอังกฤษรุ่นก่อนหน้า และรุ่นใกล้เคียงเช่น
โจนาธาน สวิฟต์
เฮนรี่ ฟิลดิ่ง
ชาร์ลส์ ดิกเกนส์
วิลเลียม มอร์ริส
โธมัน ฮาร์ดี้
โจเซฟ คอนราด
ทำนองเดียวกับนักเขียน "มหานิยม" ในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ของอังกฤษอีกคนหนึ่งคือ เซอร์ เอช ไรเดอร์ แฮกการ์ด ที่ "นกโนรี" (นามปากกาของ หลวงวิลาศปริวรรต - เหลี่ยม วินทุพราหมณกุล) ได้นำเอานิยายเรื่อง she มาแปลและเรียบเรียงในชื่อภาษาไทยว่า สาวสองพันปี
เนื้อหาในนิยายเรื่อง สาวสองพันปี ถือเป็นลีลาในแบบ adventure romance และต่อมาจะกลายเป็น "ตัวแบบ" ให้นักเขียน นักประพันธ์ของไทยหลายรุ่น เช่น ราชินีตาบอด ของ สุวัฒน์ วรดิลก, ล่องไพร ของ "น้อย อินทนนท์", เพชรพระอุมา ของ "พนมเทียน" และถือเป็น "ฟีลลิ่ง" แบบเดียวกันที่สืบขนบต่อมาจนถึงนักเขียนเรื่องป่า เช่น "ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์" และแม้แต่นักเขียนเรื่องตำนานเมืองเหนือ เช่น มาลา คำจันทร์
แซ็กซ์ โรห์เมอร์ (ผู้ประพันธ์เรื่อง แมลงป่องทอง - the Golden Scopion, ที่รามจิตติ แปลจากเรื่อง The mystery of the five hundred Diamond พิมพ์ครั้งในวารสาร ทวีปัญญา รายเดือน มีนาคม พ.ศ. 2448
รวมทั้งเรื่องสั้น "รหัสคดี" ชุด "ประติภาณแห่งมองสิเออร์ปัวโรต์" ของ อกาธา คริสตี้ ที่ รามจิตติ ได้แปลพิมพ์ครั้งแรกเป็นตอนนี้วารสารดุสิตสมิต รายเดือน เมื่อ พ.ศ. 2466-2467
อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าวรรณกรรมในสมัยศตวรรษที่ 19 ของอังกฤษและของยุโรปที่เป็น "ชั้นเลิศ" และได้รับการยอมรับว่าเป็น "ระดับโลก" นั้น นักแปลของเราทั้งรุ่นบุกเบิกและรุ่นต่อมา กลับไมไ่ด้สนใจทำมาแปลเป็นภาษาไทยเลย ตัวอย่างของงานชั้นเลิศมีอยู่มากมายเช่น
Tom Jones ของ Henry Fielding, Moll Flanders ของ Daniel Defoe, Pamela และ Clarissa ของ Samuel Richardson, The Vicar of Wakefield ของ Oliver Goldsmith, Tristram Shandy ของ Lawrence Stern, Evelina ของ Fanny Bernie, Emma ของ Jane Austen, Hard Times ของ Charles Dickens, The mill on the Floss ของ George Elliott, Jude theObscure ของ Thomas Hardy, North and South ของ Elizabeth Gaskell
และ/หรือ ถ้าจะเอา "ชั้นเลิศ" ในชั้นเชิงของงาน gothic romance ที่เป็นงานรหัสคดีรุ่นบุกเบิกในสมัยศตวรรษที่ 19 ก็น่าจะไปให้ถึง "กล่องดวงใจ" ในยุควิกตอเรีย เช่น The Castle of Otranto ของ Horace Walpole, The Mysteries of Udolpho ของ Ann Radcliff, The monk ของ M.G. Lewis, Frankenstein ของ Marry shelly, The Woman in white ของ Wilkie Collins
หนังสือเรื่องแรก คือ Tales from the thousand and One Nights
arabic literature ผู้แต่ง Anonymous
เป็นวรรณกรรมรวมเรื่องเล่าในรูปแบบของ 'prose narrative'(เรื่องเล่าแบบร้อยแก้ว) กล่าวกันว่างานคลาสสิคแห่งโลกอาหรับเรื่องนี้คือสุดยอดของ "เรื่องเล่า" ที่เป็นเหมือนต้นธารของสิ่งที่นักวรรณกรรมในโลกตะวันตกเรียกว่า "work of fiction in the history of storytellingW เล่าถึงการเอาตัวรอดของหญิงสาวคนหนึ่งที่ "เล่าเรื่อง" ให้กษัตริย์ซาห์ยาร์(Shahryrar) เกิดอาการ "ติดใจ" จนต่อไปจะ "ติดเนื้อ" กันภายหลัง หญิงสาวผู้นั้นมีนามว่า "เซเฮราซาเด" (Sheharazade)
"เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า" ของเธอนั้นจัดเป็น prose narrative ในยุคบุกเบิกของโลกวรรณกรรมโดยแท้ ทั้งยังเป็นกลวิธีที่นิยายในยุค "สมัยใหม่" และ "หลังสมัยใหม่" นำเอาไปใช้ใรลักษณะที่เป็น "story in chain"
ในภาษาไทยมีฉบับภาษาไทยชื่อ อาหรับราตรี เมื่อ พ.ศ. 2511 โดยสำนักพิพม์เกษมบรรณกิจ
งานชิ้นนี้พิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2498 ว่า "หนังสือนิยาย อาหรับราตรี" ขุนโสภิตอักษรการ เจ้าของโรงพิมพ์ไทได้จ้างผู้ที่ใช้นามปากกา "ส.น.ม" แปลจากภาษาอังกฤษ ซึ่งเสฐียรโกเศศ กับ นาคาประทีป ได้ช่วยกันเหลาสำนวนให้เฉย ๆไมไ่ด้แปลเอง
เรื่องทำนองนี้ยังได้ปรากฏต่อมาในงานแปลเรือ่ง บรรเทองทศวาร ของ "บอกกาจชิโอ" ที่ก็ไม่ทราบว่าผู้แปลเป็นใคร เพราะ "นาคะประทีป" ก็ได้แถลงไว้เช่นกันว่า "เป็นเพียงผู้ตรวจขัดเกลาสำนนแปลให้เท่านั้น" (เข้าใจว่าอาจจะเป็นสำนวนแปลของ "อ.สายสุวรรณ")
2. The Tale of Genji (Murasaki shikibu) (c.978-c.1014) , Japanese
เรื่องเล่าของเกนจิ โดย มุราซาขิ ชิคิบุ จะได้เห็นว่าโลกวรรณกรรมของตะวันออกนั้นมีสตรี เป็นผู้นำทางในฐานะ "นักเขียน นักประพันธ์" มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 10 และน้อนไปถึงกลางศตวรรษที่ 9 แล้ว กล่าวคือต้องให้เกียรติหญิงสาวผู้มีนามว่า "เซเฮราซาเด"
นอกจาก เรื่องเล่าของเกนจิ โดย มึราซาขิ ชิคิบุ ที่มีการอ้างถึงกันมานานแล้ว ก็ยังมีร้อยแก้วแนวใหม่ของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 10 อีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง ผลงานคลาสสิคของญี่ปุ่นโบราณในสมัยศตวรรษที่ 10 เรื่องนี้มีชื่อว่า ทาเกโทริ โมโนกาทาริ (Taketori Monogatari) หรือ เรื่องเล่าของเจ้าหญิงกากูยะ(Princess Kaguya) ที่รู้จักกันในฉบับแปลภาษาอังกฤษคือ The Tale of the Bamboo Cutter งานชิ้นนี้ได้รับการกล่าวอ้างไว้ใน เรื่องเล่าของเกนจิ ที่ มุราซาขิ ชิคิบุ แต่งขึ้นว่า เป็นเหมือน ancestor of all romacnces ของงานคลาสสิคโบราณของญี่ปุ่นในฐานะที่เป็น "work of fiction" ที่เก่าแก่ที่สุดรองมาจากเรื่องอาหรับราตรี
3. The Decameron (Giovanni Boccaccio) (1313-1375) , Italian
เรื่องเล่า 100 เรื่องในสมัยกาฬโรค ระบาดครั้งใหญ่ในยุโรปเมื่อสมัยศตวรรษที่ 13 ผลงานเรื่องนี้ถือเป็นงานในรูปแบบร้อยแก้วแนวใหม่ของอิตาลียุคบุกเบิก
จากข้อมูลที่ปรากฏ ผลงานที่มีชื่อภาษาไทยว่า บรรเทองทศวาร นี้ โรงพิมพ์ไทได้มอบให้ "นาคะประทีป" เป็นบรรณาธิการตรวจแก้ และได้พิพมพ์ออกมาเพียง สามวาร(วัน) เป็นนิทานจำนวน 30 เรื่อง ต่อมาก็มีฉบับของ "ยาขอบ" ซึ่งก็ทำไว้ไม่กี่เรื่องในชื่อ เกมเทวนิยาย ต่อมาก็มี The Decameron ฉบับย่อความที่ "เติม รัตนางกูร" (นามปากกาของ เสริม บุณยรัตพันธ์) แปลเก็ความไว้ครบทั้ง 100 เรื่อง (สิบวาร) และมีฉบับแปลของ "อ.สายสุวรรณ" (นามปากกาจอง อัมพร สายสุวรรณ) ที่ใช้ชื่อว่า เดกาเมรอน
4. The Canterbury Tales(Geoffrey Chaucer) (c.1342/1343-1400), English
จอฟฟรีย์ ชอเซอร์ เกิดในปี ค.ศ. 1343 เป็นกวีอังกฤษที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น
งาน The Canterbury Tales นั้นได้รับอิทธิพลมาจาก The Decameron
จะหาผู้แปลฉบับร้อยแก้วที่เป็นสำนวน "Modern English" ที่ลูเมียนสกี้ทำไว้เมื่อปี ค.ศ. 1946 คงยาก (ยกเว้น สุริยฉัตร ชัยมงคล ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะเขาคือผู้หาญกล้าแปล The Osyssey ของ Homer จากฉบับร้อยแก้วของ อี.วี. เรียว และจัดพิพม์เป็นภาษาไทยในปี พ.ศ. 2527)
The Canterbury Tales มีกลวิธีคล้ายกับเรื่อง The Decameron
เรื่องเล่าสัปดนของ จอฟฟรี ชอเซอร์ ที่จะส่งอิทธิพลต่อไปให้วรรณกรรมคลาสสิคของอังกฤษในสมัยต่อมา (เช่นเรื่อง Tom Jones ของ เฮนรี่ ฟิลดิง และ The life and Opimions of Tristram Shandy, Gentleman ของ ลอเรนซ์ สเติร์น)
หรือถ้าไม่อยากอ่านหนังสือ สามารถหาแผ่นหนังของ Pier Paolo Pasolini เขียนบทกำกับมาดูได้ ปาโซลีนี เป็นผู้กำกับ "เกย์" ระดับข้น และเข้มของอิตาลี เขาได้ทำหนังไตรภาค จากวรรณกรรม คลาสสิคในช่วงบั้นปลายชีวิตก่อนที่เขาจะถูกฆาตกรรมไว้ 3 เรื่องด้วยกัน คือ The Decameron, The Canterburry Tales และ Arabian nights คำเตือนก็คือ นี่เป็นหนังที่เหมาะสำหรับผู้บรรลุทางวัฒนธรรมแล้วเท่านั้น
5. The Golden Ass (Lucius Apuleius)(c.124 CE- c.after 170 CE) Roman, Latin literature
ถือเป็น Latin novel เล่มเดียวที่เหลือรอดมาจากสมัยโรมัน
ชื่อเดิมของเรื่องที่แปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษแล้วคือ The Transformations of Lucius Apuleius of Madaura เล่าถึงขุนนางหนุ่มชาวโรมันที่ถูกมนต์ดำทำให้กลายร่างเป็น "ลา" และจากการกลายเป็น "ลา" นั่นเอง ที่ทำให้เขามองเห็นผู้คนและสังคมชาวโรมันในสายตาแบบ "ลา" นี่คือ บริบทที่ว่าด้วยการ "กลายร่าง" ที่จะเป็นต้นธารให้แก่วรรณกรรมยุโรปสมันต้นศตวรรษที่ 20 เช่น งานเขียนของ ฟรันซ์ คาฟคา
การกลายร่างเป็น "ลา" ของ ลูซิอุส อพูลเลอุส ได้เก็บเป็นความลับที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์เอาไว้ในเงามืด กล่าวกันว่า วรรณกรรมละตินยุคบุกเบิกเรื่องนี้คือต้นธารที่ต่อมาจะกลายเป็น "ตัวแบบ" ให้แก่วิธีการเขียนแบบเสียดเย้ย(ironic) ของ วอลแตร์ และ แดเนียว เดโฟ และเป็นลูกผสมที่นำเอาความมหัศจรรย์ และเรื่องเทพปกรณัม(mythology) ที่จัดหนักว่าด้วยเรื่อง "เสียวสวาท"
6. Garguntua and Pantagruel(François Rabelais)(c.1494-1535) , French
งาน "อมตะระดับโลก" เรื่องนี้เป็นวรรณกรรม "ช้นหนึ่ง" หรือ "ชั้นเลิศ" ที่เคียงข้างมากับงานของ "เซบันเตส" และ เชกสเปียร์
เรื่องนี้ประกอบด้วยหนังสือ 5 เล่ม พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1332(พ.ศ. 2075) คือในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ชื่อ ฟรองซัวส์ ราบเลส์ เป็นนามปากกา ชื่อจริงของเขาคือ Alcofribas Nasier งานคลาสสิคเรื่องนี้ได้รับการยกว่าเป็น "หมุดหมาย" ของ วรรณกรรมยุโรปที่เดินอยู่บนเส้นทางร้อยแก้วแนวใหม่นับจาก ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันซ่า ของ เซร์บันเตส, วันเวลาที่ผ่านเลย (Remembrance of Things Past) ของ มาร์แชล พรุสต์ และ Ulysses ของ เจมส์ จอยซ์
เนื้อหากล่าวถึงปมปัญหาของพ่อลูก ที่เดินทางเข้าสู่ความขัดแย้งความบ้าคลั่งทางศาสนา และความสงสัยในข้อจำกัดของปัญญามนุษย์ ข้อถกเถียงระหว่างพ่อกับลูกคือการเดินทางเข้าสู่โลกภายในอันขมขื่นที่เป็นเหมือน "จิตใต้สำนึกร่วม" ของผู้คนในยุโรปยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) ที่ต่อมาได้ขยายขอบเขตคำว่า "เสรีภาพของมนุษย์" ให้กว้างขวางมากขึ้น คำถามที่น่าสนใจต่อหนังสือเล่มนี้ที่มีมาตั้งแต่ต้นอยุธยา แต่ทำไมปัญญาชนไทยไม่แปลมาให้เราได้เรียนรู้และถกเถียง
7. The Life of Lazarillo de Tormes(Anonymous)(1554)
วรรณกรรม "ชั้นเลิศ" ของสเปนที่มาก่อน ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันซ่า พิมพ์ครั้งแรกที่ กรุงมาดริดปี 1554
เป็นตัวแบบให้แก่งานเขียนร้อยแก้วแนวใหม่ว่าด้วย "การผจญภัยของบรรดาอัศวิน" หรือที่มีศัพท์วรรณกรรมเรียกงานประเภทนี้ว่า "picaresque novel" งานเขียนที่ตัวละครต้องเผชิญโชคชะตาที่มีทั้งเรื่องร้ายและเรื่องดี ชีวิตขึ้น ๆลง ๆ มีทั้งตกต่ำและรุ่งโรจน์ งานเขียนแห่งศตวรรษ 16 และ 17 ได้ปรากฏร่องรอยให้เห็นตัวแบบดังกล่าว เช่นตัวอย่างจากนิยายเรื่อง The Unfortunate Traveller ของ โธมัส แนซ และ Moil Flanders ของ เฮนรี ฟิลดิง
งานเขียนแบบ picaresque novel ว่าด้วยชีวิตผจญภัยแบบมีโชคและอับโชคที่ปรากฏในศตวรรษที่ 16 เหล่านี้ คือต้นธารของนิยายที่มีตัวละครแบบ "ชาติกำเนิดต่ำต้อย(low birth) แต่ต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆจบพบชัยชนะในบั้นปลาย หรือไม่ก็เป็นตัวละครประเภท ชาติกำเนิดต่ำต้อย ที่ต่อสู้กับตัวละครที่ชาติกำเนิดสูงส่ง(high birth) ร้อยแก้วแนวใหม่ของไทยในรุ่นบุกเบิกก็เห็นจะมีอิทธิพลดังกล่าวมาปรากฏทั้งในนิยายของ "ศรีบูรพา", "แม่อนงค์", "ป. อินทรปาลิต", "จ. ไตรปิ่น", รวมทั้งที่พัฒนาไปทาง "น้ำเน่า" ประเภท ปานดำ-ปานแดง ทั้งหลาย
เรื่องนี้เป็นนวนิยาย "ก้าวพ้นวัย"(coming of age) ก็คงได้ เนื้องานที่ได้รับการยกย่องว่านำเสนอความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมสเปนในยุคสมัยนั้น
สำนักพิมพ์ผีเสื้อน่าจะหาผู้รู้ภาษาสเปนมาแปลเป็นฉบับภาษาไทย
8. The Unfortunate Traveller (Thomas Nashe)(1567-1601), English
นักเขียนอังกฤษสมัยกลางศตวรรษที่ 16 ผู้นี้กล่าวกันว่าเป็นนักเขียนที่โด่งดังที่สุดในยุคของพระนางอลิซาเบธ (ยุคเดียวกับ วิลเลียม เชคสเปียร์)
เนื้อหาหลักของเรื่องกล่าวถึง แจ๊ค วิลตัน เขาเป็นพยานการรับรู้การประหารชีวิตอาชญากรร้อยแปด เมื่อรู้สึกเหนื่อยหน่าย เขาจึงเดินทางกลับอังกฤษ และได้พบว่าที่ประเทศของตัวเอง การเข่นฆ่านองเลือด และการทรยศหักหลังก็ยังเป็นปกติเหมือนเดิม
9. Thomas of Reading(Thomas Deloney) (c.1543- 1600), English
นิยายชื่อเทเรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรกในปีเดียวกับที่ผู้ประพันธ์เสียชีวิต เป็นนิยายในสมัยเดียวกับ ดอนกิโฆเต้
เป็นงานร้อยแก้วที่ได้รับอิทธิพลมาจาก The Canterburry. Tales กล่าวคือเป็นงานที่เหมาะแก่ทุกรสนิยม มีทั้งเรื่องอารมณ์ขำขัน เรื่องสองแง่สองง่าม เรื่องชีวิตประจำวันของคนเล็กๆ เรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน(Folk wisdom) เรื่องการเดินทาง เรื่องความรักที่ไม่สมหวัง เรื่องฆาตกรรม เรือ่งการแข่งขันในราชสำนัก เรื่องขโมยหนีการลงโทษ แม้กระทั่งเรื่องการคบชู้
10. The Princesse de Clèves(Madame de Lafayette)(1634-1693) , French
เจ้าหญิงแห่งเคฟส์ (The Princess de Clèves) ที่นำเข้ามาเป็นชื่อเรื่อง ต้องยอมรับการแต่งงานเพราะถูกแม่บังคับเธอนับถือสามี แต่ไม่รักสามี เมื่อสามีไปมีหญิงอื่น เธอก็มีชายอื่นเช่นเดียวกัน เธอบอกสามีอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอรักชายอื่น แต่เธอก็ยังอยู่กับเขา นี่คือ "รักอื้อฉาว" ในราชสำนักพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศส ที่หญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่งได้ก่อขึ้น และกลายเป็น "a literary scandal" ที่มาก่อน Madam Bovary ของ กุสตาฟ โฟลแบรต์ เกือบสอง ศตวรรษ
ตำนานว่าด้วย "a literary scandal" ที่มีการอ้างอิงกันมาเรื่อยในแง่มุมเกี่ยวกับสิทธิสตรี จอง วงวรรณกรรมตะวันตกได้ยกให้ The Princess de Clèves ของ มาดาม เดอ ลาฟาแยต เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่สตรีคือผู้เขียนถึง "เพศสภาพ" แห่งตนอย่างเปิดเผยครั้งแรกในประวัติวรรณกรรมตะวันตก กล่าวคือ สตรีได้ประกาศตน "ไม่ยอมเป็นควาย" ในงานร้อยแก้วแนวใหม่เรื่องนี้ มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17
11. Oroonoko: or, the Royal Slave, A true history (Aphra Behn) (c.1640-1689), English
ชื่อเรื่องประหลาดที่เห็น เป็นภาษามาจากทวีปแอฟริกา
นี่คือนิยายอังกฤษในยุคโรแมนติคที่เขียนโดยผู้หญิงเสนอความคิดที่เป็นปฏิปักษ์กับเรื่องค้าทาสของอังกฤษ นับเป็นงานเขียนยุคแรกที่ใช้ "นิยาย" เป็นตัว เล่าเรือ่งการค้าทาสในแอฟริกา เชื่อกันว่า เอฟรา เบห์น คือนักเขียนสตรีคนแรกของเกาะอังกฤษ เธอมีภูมิหลังเป็นภรรยาของพ่อค้าทาส และเคยมีหนี้สินจนถูกจับเข้าคุก
12. Love in excess(Eliza Haywood)(c1693-1756)
นี่คืองานเขียน 'popular' ของอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 และถือเป็นวรรณกรรมของสตรีจากเกาะอังกฤษคนแรกที่เขียนถึง "sexual passion" ของตนอย่างเปิดเผย ไม่แตกต่างไปจากเรื่อง The Princess de Clève เช่นมีเนื้อหาแสดงความพัวพันระหว่างหญิงสองชายหนึ่ง(ménages a trois) ปรากฏชัดเจน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นวรรณกรรม "เสียวสวาท" รุ่นแรกของอังกฤษ
งานเขียนนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี ค.ศ. 1719(พ.ศ. 2362) ซึ่งเป็นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เรายังรบกับพม่า
จะว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้น่าจะเสียวพอ ๆกับหนังสือพระลอของไทย ซึ่งหนังสือเล่มแรกที่นักเรียนนอกรุ่นแรกของไทย เช่น "ครูเหลี่ยม" จะเคยอ่าน ไหมเพราะ "ความไม่พยาบาท" ที่ท่านใช้นามปากกาว่า "นายสำราญ" ก็มีความพัวพันกันในลักษณะ "สามคนผัวเมีย" แต่เนื้อหาค่อนข้างราบเรียบไม่โลดโผน
13. Moll Flanders(Daniel Defoe)(1660-1731)
Comments
Post a Comment